บทที่ 10 ความฝันของมารดา

ตอนที่ 10 ความฝันของมารดา

เจินอิ่งหลัวกลับมาถึงจวนในยามบ่าย ดวงตาคู่งามทอดมองเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย ราวกับหัวใจและความคิดยังคงตกค้างอยู่บนถนนสายเมื่อครู่

ภาพเด็กน้อยคนนั้นที่วิ่งไล่ตามเด็กชาย พลางร้องขอหนังสือของตนคืนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดไม่ยอมจางหาย

อิ่งหลัวเม้มริมฝีปากบางแน่น มือที่ซ่อนอยู่ใต้ชายแขนเสื้อค่อย ๆ กำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

นางอยากปล่อยผ่าน...อยากบอกตนเองว่านั่นมิใช่เรื่องของนาง

นางเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง โลกนี้มีผู้คนลำบากมากมาย หากนางเก็บทุกเรื่องมาใส่ใจ ต่อให้ใช้ทั้งชีวิตก็คงช่วยได้ไม่หมด

แต่ทว่า...เจินอิ่งหลัวกลับทำไม่ได้ ยิ่งพยายามลืม ภาพดวงตาที่เต็มไปด้วยความโหยหาความรู้ของเด็กคนนั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้น ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยดึงความทรงจำนั้นกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อิ่งหลัวถอนหายใจยาว ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม ดวงตาไหวระริกอย่างครุ่นคิด

อันที่จริง เมื่อหลายวันก่อน นางก็เพิ่งพบเหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจสะเทือนมิแพ้กัน วันนั้นระหว่างเดินทางกลับจากร้านน้ำชา นางเห็นเด็กสาววัยสิบหนาวสามคน แต่งกายด้วยอาภรณ์เก่าแต่สะอาดกำลังปีนกำแพงจวนของตระกูลขุนนางแห่งหนึ่งด้วยสีหน้าลุ้นระทึก

ยังไม่ทันที่นางจะเข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เสียงตวาดของบ่าวรับใช้ก็ดังลั่น

"พวกหัวขโมย! จับพวกมัน!"

เด็กหญิงทั้งสามตกใจจนหน้าซีด รีบกระโดดลงจากกำแพง ก่อนจะวิ่งหนีสุดชีวิต น้ำตาไหลอาบแก้ม บ่าวหลายคนถือไม้ไล่ตีไม่ยั้ง ราวกับพวกนางกระทำความผิดร้ายแรง

อิ่งหลัวขมวดคิ้วทันที

"หยุด!"

เสียงของนางแม้ไม่ดังมาก แต่กลับทรงอำนาจจนบ่าวเหล่านั้นชะงักพร้อมกัน

เมื่อทราบฐานะของนาง ทุกคนรีบก้มหน้าขออภัย

อิ่งหลัวมิได้ตำหนิ เพียงเดินเข้าไปหาเด็กหญิงทั้งสามอย่างช้า ๆ

เด็กน้อยทั้งสามตัวสั่นเทา ใบหน้าเปรอะฝุ่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัว คนหนึ่งยกมือเช็ดน้ำตา อีกคนกัดริมฝีปากแน่น ส่วนคนสุดท้ายนั้นยังสะอื้นไม่หยุด

นางย่อตัวลงให้ระดับสายตาเท่ากัน สีหน้าที่เคยเรียบนิ่งอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด

"พวกเจ้าปีนกำแพงเข้าไปทำสิ่งใด"

เด็กหญิงทั้งสามสบตากันไปมา สีหน้าลังเลราวกับหวาดกลัวว่าจะถูกลงโทษ

ผ่านไปครู่หนึ่ง เด็กหญิงตัวเล็กที่สุดจึงสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว

"ข้า...ข้าเพียงอยากรู้ว่าเขาร่ำเรียนกันอย่างไร"นางก้มหน้าลง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนหลังมือ

"พวกเราไม่ได้จะขโมยของนะเจ้าคะ"เด็กอีกคนรีบพยักหน้าหงึก ๆ พลางยกมือปาดน้ำตา

"พวกเราแค่อยากแอบดูอาจารย์สอนหนังสือ"เด็กหญิงคนที่สามซึ่งดูอายุมากที่สุดกำชายเสื้อแน่นจนข้อปลายนิ้วซีด ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยต่อ

"พี่ชายของข้าได้เรียนหนังสือ...แต่ท่านพ่อบอกว่าข้าเป็นสตรี...เรียนไปก็ต้องออกเรือนไม่คุ้มเสียเงินจ้างอาจารย์"

คำพูดเรียบง่ายนั้นกลับหนักอึ้งราวกับก้อนหินกดทับหัวใจผู้ฟัง

อิ่งหลัวรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งจุกแน่นอยู่ภายในอก

นางเม้มริมฝีปากเบา ๆ พยายามสะกดอารมณ์มิให้แสดงออกมากนัก แต่ดวงตากลับไหววูบด้วยความสะเทือนใจ

วันนั้นนางเพียงปลอบโยนเด็กทั้งสาม มอบเงินเล็กน้อยให้กลับบ้าน และกำชับมิให้ปีนกำแพงอีก เพราะอาจได้รับอันตราย

แต่หลังจากแยกจากพวกนางแล้ว...

ครั้งนั้นเอง นางจึงตระหนักได้ว่า มิใช่ทุกคนจะได้รับโอกาสร่ำเรียนตำราเช่นเดียวกับนาง

ยิ่งเป็นสตรี...ยิ่งแทบไม่ต้องกล่าวถึง หาใช่เพราะพวกนางมีสติปัญญาด้อยกว่า หากเป็นเพราะชาติกำเนิด ฐานะ ทรัพย์สิน ตลอดจนธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาช้านาน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่กลายเป็นกำแพงสูง ปิดกั้นโอกาสทางการศึกษาของพวกนางอย่างโหดร้าย

อิ่งหลัวก้มมองฝ่ามือตนเองช้า ๆ นางเองก็เป็นสตรี แต่โชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดเป็นบุตรีของเจินกั๋วกง มีตำรานับพันเล่มให้อ่าน มีหมากล้อมให้ศึกษา มีเวลาคิด มีอาจารย์สอน ทุกสิ่งที่นางมี...กลับเป็นสิ่งที่เด็กหญิงอีกมากมายแม้แต่จะจินตนาการก็ยังทำมิได้

อิ่งหลัวหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้งด้วยแววตาที่แน่วแน่กว่าเดิม แม้เวลานี้จะมีโรงเรียนสำหรับสตรีอยู่แล้ว

แต่กลับเปิดรับเพียงบุตรสาวของขุนนางและตระกูลผู้มีอำนาจ ผู้ที่มีกำลังทรัพย์น้อย หรือแม้แต่บุตรสาวของพ่อค้าที่มิได้มั่งคั่ง ล้วนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ทั้งที่ความสามารถมิได้วัดกันด้วยชาติกำเนิด ทั้งที่สติปัญญาเลือกถือกำเนิดมิได้

อย่างไรก็ดี แม้การศึกษาจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่กลับยังไม่มีโรงเรียนสำหรับสตรีการกุศล หรือโรงเรียนที่ค่าเล่าเรียนอยู่ในระดับที่ผู้คนทั่วไปพอเอื้อมถึง และไม่แบ่งแยกชนชั้น

หากเป็นท่านแม่...นางคงไม่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไป

ทันใดนั้น...ใบหน้าของมารดาผู้ล่วงลับพลันผุดขึ้นในความทรงจำ ในตอนที่มารดาของเจินอิ่งหลัวยังมีชีวิตอยู่ นางเคยเล่าว่าอยากเปิดโรงเรียนในลักษณะเดียวกันนี้

โรงเรียนที่มิได้ถามว่าผู้ใดเป็นบุตรขุนนางหรือบุตรชาวบ้าน แต่สุดท้าย ความฝันนั้นกลับหยุดลง เพราะถูกบิดาของนางห้ามไว้

อิ่งหลัวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าจากที่สับสนค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น แววตาอ่อนโยนกลับฉายประกายแน่วแน่ ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงราวกับตัดสินใจบางสิ่งได้แล้ว

เวลานี้นางอายุยี่สิบหนาว แม้ผู้ใดจะมองว่านางยังเด็ก แต่ตลอดสามปีที่ผ่านมา นางมิได้ใช้ชีวิตดังเช่นคุณหนูทั่วไปอีกแล้ว

ด้วยอำนาจและทรัพย์สินของจวนกั๋วกง การเปิดโรงเรียนสักแห่งอาจมิใช่เรื่องยาก แต่การทำให้โรงเรียนนั้นเปิดรับทุกชนชั้นกลับเป็นเรื่องใหญ่ ไม่รู้ว่าบิดาจะเห็นด้วยหรือไม่

แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ นางคิดก่อนจะหมุนกายเดินตรงไปยังห้องตำรา อิ่งหลัวเดินไปยังชั้นหนังสือด้านใน ค่อย ๆ ใช้นิ้วเรียวไล่ไปตามสันตำราทีละเล่ม

ในที่สุด ปลายนิ้วก็สัมผัสเข้ากับสมุดบันทึกปกเก่าที่คุ้นตา หัวใจของนางพลันเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย อิ่งหลัวยกมันขึ้นอย่างทะนุถนอม ก่อนใช้ฝ่ามือลูบฝุ่นบาง ๆ ออก สีหน้าอ่อนโยนลงราวกับกำลังสัมผัสสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต

บทก่อนหน้า
บทถัดไป